บันทึกอนุทิน
วิชาการบริหารจัดการสถานศึกษาระดับปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาก
เวลาเรียน 12.30 น. - 15.30 น. กลุ่ม 102 วันพุธ
ความรู้ที่ได้รับ
1.โรงเรียนอนุบาล
“อนุบาล” คือ Kindergarten แปลตรงตัวว่า “Children’sgarden”
หรือ “สวนเด็ก” อนุบาลเป็นสถานศึกษาก่อนวัยเรียน (Pre-school) สำหรับเด็ก ผู้ประดิษฐ์คำว่า “Kindergarten” คือ
Friedrich Fröbel เพื่อเป็นสถานการเล่นและกิจกรรม ซึ่งเขาก่อ
ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2380 ในหมู่บ้าน Bad Blankenburg ประเทศฃ
เยอรมนี
เขาต้องการให้เป็นประสบการณ์ชีวิตของเด็กในช่วงเปลี่ยนผ่าน
(Transition) จากบ้านสู่โรงเรียน เขาเชื่อว่า เด็กๆ ควรได้รับการ
ดูแล และฟูมฟัก (Nourish) ในสวนที่เต็มไปด้วยพืชผลต้นไม้
อาทิ ต้นไม้ที่ร้องเพลงได้ขณะที่เจริญเติบโต ได้กลายเป็นส่วน
ประกอบในปัจจุบัน ที่ทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long
learning) สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ทุกวันนี้ มีการใช้คำว่า “อนุบาล” ไปทั่วโลก เพื่อบรรยายถึงสถาน
ที่หลากหลาย ที่ได้รับการพัฒนาสำหรับเด็กๆ ที่มีอายุระหว่าง 2
ถึง 7 ขวบ ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ กิจกรรมต่างๆ ที่ Fröbel เป็นผู้
พัฒนา ก็ได้รับการนำไปใช้ภายใต้ชื่อต่างๆ กัน การละเล่น
กิจกรรม ประสบการณ์ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social
interaction) ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นส่วนสำคัญที่จำเป็นต่อการ
พัฒนาทักษะและความรู้ ในประเทศส่วนใหญ่ อนุบาลเป็นส่วน
หนึ่งของระบบก่อนวัยเรียนและการศึกษาปฐมวัย
ในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา ตลอดจนบางส่วนของออสเตรเลีย
อาทิ New South Wales, Tasmania, และ Australian Capital
Territory คำว่า “อนุบาล” มักใช้อธิบายถึงปีแรกของการศึกษาใน
โรงเรียนประถมศึกษา (Elementary school) ในประเทศเหล่านี้
เป็นการศึกษาภาคบังคับ (Compulsory)
พ่อแม่ต้องส่งลูกไปเข้าเรียนปีอนุบาล (เมื่ออายุได้ 5 ขวบ นับแต่
วันที่ 1 กันยายนของปีการศึกษา เป็นเวลา 1 ปี) ในส่วนอื่นๆ ของ
ประเทศออสเตรเลีย คำว่า “เตรียมความพร้อม” (The 'preps') ใช้
ในความหมายของการศึกษาภาคบังคับก่อนวัยเรียน ส่วนคำว่า
“อนุบาล” (หรือ 'Kinder') หมายถึงสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day-
care) ที่ขึ้นทะเบียนไว้ สำหรับเด็กๆ อายุระหว่าง 3 ถึง 4 ปี
ในสหรัฐอเมริกา บางรัฐจัดให้มีการเรียนอนุบาล 1 ปีฟรี สำหรับ
เด็กๆ อายุ 5 ถึง 6 ขวบ แต่ไม่ใช่ภาคบังคับ ส่วนรัฐอื่นๆ บังคับว่า
เด็กทุกคนที่มีอายุ 5 ขวบ ต้องเข้าเรียนหมด คำว่า “ก่อนวัยเรียน”
(ก่อนหน้านี้ใช้คำว่า "Pre-K" หรือ Nursery school) ใช้ในความ
หมายว่า เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กๆ ที่อายุยังไม่มากพอที่จะเข้า
เรียนอนุบาล โรงเรียนชุมชน (District school) บางแห่งใน
สหรัฐอเมริกาจัดให้มีชั้นอนุบาลครึ่งวันหรือเต็มวัน แล้วแต่พ่อแม่
จะเลือก
เด็กๆ เข้าเรียนอนุบาล เพื่อเรียนรู้การสื่อสาร เล่น และมี
ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างเหมาะสม โดยครูทำหน้าที่สร้างวัสดุ
(Materials) และกิจกรรมต่างๆ เพื่อจูงใจให้เด็กๆ เหล่านี้เรียนรู้
ภาษาและศัพท์ของการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ รวม
ทั้งดนตรี ศิลปะ และพฤติกรรมทางสังคม
2. ศูนย์พัฒนาเด้กเล้กก่อนเกณฑ์ของสถาบันศาสนา
3. เนอร์สเซอรี่
4. ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก
กลุ่มที่ 5 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน
ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน หมายความว่า สถานที่รับเลี้ยง
เด็กและดูแลเด็กก่อนวัยเรียน ซึ่งตั้งอยู่ในชุมชน และดำเนินงานในรูป
ของคณะกรรมการภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการชุมชน
เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปี แต่ไม่เกิน 6 ปี
ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนที่จัดตั้งขึ้นในชุมชนได้ดำเนิน
ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนที่จัดตั้งขึ้นในชุมชนได้ดำเนิน
การภายใต้ภาวะข้อจำกัดหลายประการ เช่น งบประมาณ สถานที่คับ
แคบ อาสาสมัครผู้ดูแลเด็กขาดความรู้ความเข้าใจในการอบรมดูแล
เด็ก แม้จะพบว่า มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาสนับสนุน
และมีส่วนร่วมในการดำเนินงานก็ตาม กรุงเทพมหานครก็มิได้นิ่ง
นอนใจ และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์พัฒนา
เด็กก่อนวัยเรียนในชุมชน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 เป็นต้นมา
ดังนั้นศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในชุมชนจึงเป็นสถานที่
ดังนั้นศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในชุมชนจึงเป็นสถานที่
รับเลี้ยงและดูแลเด็กในชุมชนด้วยความคิดริเริ่มและความพร้อมของ
ประชาชนในชุมชนนั้นๆ ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการ
ชุมชนโดยมีอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กเป็นกลไกสำคัญที่จะนำบริการทาง
สังคมไปสู่การพัฒนาเด็กตามหลักวิธีการทางจิตวิทยา เพื่อเด็กก่อน
วัยเรียนในชุมชนจักได้รับการพัฒนาตามควรแก่วัยและมีความพร้อมที่
จะก้าวไปสู่การศึกษาในระบบโรงเรียนต่อไป
กลุ่มที่ 6 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นสถานศึกษาที่ให้การอบรมเลี้ยงดู จัด
ประสบการณ์และส่งเสริมพัฒนาการ การเรียนรู้ให้เด็กเล็กที่มีอายุ
ตั้งแต่ 2 – 5 ปี ให้มีความพร้อม ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม
และสติปัญญา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่วน
ราชการต่าง ๆ ที่ดำเนินการจัดตั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่ กรม
การพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กรมการศาสนา กระทรวง
ศึกษาธิการ (ปัจจุบันอยู่ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม) ดำเนินการใน
วัด/มัสยิด และสำนักงาน คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
(สปช.) ดำเนินการในโรงเรียน โดยเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ส่วน
ราชการต่าง ๆ ถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและที่องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นเอง ถือว่าเป็นสถานศึกษาตามพระราช
บัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 18 และมาตรา 4
ปัจจุบันทั่วประเทศมีอยู่ประมาณกว่า 19,000 แห่ง
บทบาทหน้าที่ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คือ การให้บริการ
การอบรมเลี้ยงดู การจัดประสบการณ์และส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นสถานศึกษาที่ให้การอบรมเลี้ยงดูจัด
ประสบการณ์และส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ให้เด็กเล็กได้รับการ
พัฒนา ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะ
สมตามวัยตามศักยภาพของเด็กแต่ละคน ดังนั้น ระยะเวลาการจัดการ
เรียนรู้และแนวทางการจัดการเรียนรู้ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจึงต้อง
ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมเพื่อให้เด็กเล็กได้รับการศึกษา
และพัฒนาเป็นไปตามวัยแต่ละช่วงอายุ สอดคล้องกับสังคม
วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ให้เด็ก
เล็กพร้อมที่จะเข้ารับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นต่อไป ตาม ระยะเวลา
เรียนรู้ในรอบปีการศึกษาโดยให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเปิดภาคเรียนรวม
กันแล้วไม่น้อยกว่า 230 วัน โดยมีการให้บริการต่าง ๆ ดังนี้
1. การให้บริการส่งเสริมสนับสนุนเด็กเล็ก ได้แก่ อาหาร
กลางวัน อาหารว่าง เครื่องนอนอาหารเสริม (นม) วัสดุ สื่อ อุปกรณ์
การศึกษา และวัสดุครุภัณฑ์ การตรวจสุขภาพเด็กเล็กประจำปี โดย
บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข บริการอื่น ๆ ที่องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นมีความพร้อม เช่น เป็นศูนย์ 3 วัยและหรือศูนย์
การเรียนรู้ชุมชน เป็นต้น
2 การให้บริการอบรมเลี้ยงดู จัดประสบการณ์ และส่งเสริม
2 การให้บริการอบรมเลี้ยงดู จัดประสบการณ์ และส่งเสริม
พัฒนาการเรียนรู้ให้เด็กเล็ก อายุ 2-5 ปี ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น หรือใกล้เคียงได้ตามศักยภาพขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น
3. จัดประสบการณ์ และส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ ให้เด็กเล็ก
3. จัดประสบการณ์ และส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ ให้เด็กเล็ก
มีการพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้าน คือด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม
และสติปัญญา ให้เหมาะสมตามวัย ศักยภาพของเด็กแต่ละคน ตาม
มาตรฐานการดำเนินงานศูนย์พัฒนาเด็กเด็กเล็กขององค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น ด้านวิชาการและกิจกรรมตามหลักสูตร
4. กรณีจำเป็นต้องใช้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อประชุม สัมมนา ฝึกอบรม จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร หรือกิจกรรมอื่นใดที่เป็น
4. กรณีจำเป็นต้องใช้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อประชุม สัมมนา ฝึกอบรม จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร หรือกิจกรรมอื่นใดที่เป็น
ประโยชน์ต่อราชการและชุมชน หรือเหตุจำเป็นอื่นที่ไม่อาจเปิดเรียน
ได้ตามปกติ ให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สั่งปิดศูนย์
พัฒนาเด็กเล็กได้ไม่เกิน 15 วัน หากเป็นเหตุพิเศษที่เกิดขึ้นจากภัย
พิบัติสาธารณะ ให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สั่งปิดศูนย์
พัฒนาเด็กเล็กได้ไม่เกิน 30 วัน โดยให้ทำคำสั่งปิดเป็นหนังสือ และ
ต้องกำหนดการเรียนชดเชยให้ครบตามจำนวนวันที่สั่งปิด
5. ในระหว่างปิดภาคเรียน หรือปิดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตาม
ข้อ 1.4.5 ให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีคำสั่งให้หัวหน้า
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ครูผู้ดูแลเด็ก ผู้ช่วยครู ผู้ดูแลเด็ก หรือพนักงาน
จ้างอื่นในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมาปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเตรียมการด้าน
วิชาการ หลักสูตร การจัดการเรียนรู้แก่เด็กเล็ก สื่อ นวัตกรรม วัสดุ
อุปกรณ์ต่าง ๆ การจัดสภาพแวดล้อม หรือการพัฒนาศูนย์ในด้านต่าง
ๆ หรืองานด้านการศึกษาปฐมวัยอื่น
การกำหนดอัตราบุคลากรในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้ศูนย์
พัฒนาเด็กเล็กมีหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1 อัตรา มีอัตราครูผู้ดูแล
เด็กเป็นไปตามสัดส่วน (ครู:นักเรียน) 1:20 หากมีเศษตั้งแต่ 10 คน
ขึ้นไป ให้เพิ่มครูผู้ดูแลเด็กได้อีก 1 คน โดยจัดการศึกษาห้องละ 20
คน สำหรับอัตราผู้ช่วยครูผู้ดูแลเด็ก และตำแหน่งอื่น องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นพิจารณากำหนดให้มีได้ตามจำนวนที่เหมาะสมและ
สอดคล้องกับฐานะการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ภารกิจในการพัฒนาเด็กปฐมวัยของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยเน้นที่การเตรียมความพร้อมให้
ภารกิจในการพัฒนาเด็กปฐมวัยของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยเน้นที่การเตรียมความพร้อมให้
กับเด็ก การให้ความรักความอบอุ่น ส่งเสริมพัฒนาการสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี ให้เกิดวุฒิภาวะทางกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
โดยให้โอกาสทั้งเด็กปกติ เด็กด้อยโอกาส และเด็กที่มีความต้องการ
พิเศษ ให้ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ หลักสูตรการจัดการ
ศึกษาระดับปฐมวัยนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่
ครอบคลุม ด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา ดังนี้ (กรมวิชาการ 2546)
1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย และมีสุขนิสัยที่ดี
2. กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว
และประสาน สัมพันธ์กัน
3. มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
4. มีคุณธรรม จริยธรรมและมีจิตใจที่ดีงาม
5. ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว รักการออกกำลังกาย
6. ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย
7. รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและความเป็นไทย
8. อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกของ
3. มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
4. มีคุณธรรม จริยธรรมและมีจิตใจที่ดีงาม
5. ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว รักการออกกำลังกาย
6. ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย
7. รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและความเป็นไทย
8. อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกของ
สังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
9. ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
10. มีความสามารถในการคิดและการแก้ปัญหาเหมาะสมกับวัย
11. มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
12. มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และมีทักษะในการแสวงหาความรู้
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
9. ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
10. มีความสามารถในการคิดและการแก้ปัญหาเหมาะสมกับวัย
11. มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
12. มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และมีทักษะในการแสวงหาความรู้
กลุ่มที่ 7 โรงเรียนเตรียมประถม
โรงเรียนเตรียมประถม คือ เด็กที่มีสิทธิ์เริ่มเข้าชั้นเตรียม
ประถม เมื่อมีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ชั้นเตรียมประถม เป็นการศึกษาอีก
ประเภทหนึ่ง ที่นำกิจกรรมสร้างสรรค์ และการเล่นเพื่อการเรียนรู้มาใช้
เป็นส่วนใหญ่
ลักษณะโรงเรียนเตรียมประถม เป็นการศึกษาเชื่อมต่อ
จากชั้นอนุบาลไปสู่การศึกษาภาคบังคับหรือขั้นพื้นฐาน โดยจะผสม
ผสานรูปแบบการดำเนินงานและวิธีการ ระหว่างโรงเรียนอนุบาลและ
โรงเรียนขั้นพื้นฐานเข้าด้วยกัน
กลุ่มที่ 8 สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
กิจกรรม
ให้นักศึกษาออกมานำเสนอคำคม
นางสาววีรดา ตรีมิ่งมิตร เลขที่ 4
นางสาวภูษณิศา กาบเครือ เลขที่ 7












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น